เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการคืนหลักประกันสัญญา
อ้างถึง ด่วนที่สุด ที่ กค (กวจ) ๐๔๐๕.๒/ว ๑๑๗ ลงวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒
ด้วยระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ ข้อ ๑๗๐ วรรคหนึ่ง (๒) กำหนดว่า “หลักประกันสัญญาให้คืนให้แก่คู่สัญญา หรือผู้ค้ำประกันโดยเร็ว และอย่างช้าต้องไม่เกิน ๑๕ วัน นับถัดจากวันที่คู่สัญญาพ้นจากข้อผูกพันตามสัญญาแล้ว” แต่เนื่องจากเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของการรับประกันความชำรุดบกพร่องเรียบร้อยแล้ว หน่วยงานของรัฐไม่สามารถติดต่อคู่สัญญาได้ หรือได้ดำเนินการตรวจสอบและติดตามข้อมูลสถานภาพของคู่สัญญาแล้วปรากฏว่า คู่สัญญาไม่มีรายชื่อ หรืออยู่ในสถานะร้าง หรือได้ติดตามให้คู่สัญญามารับหลักประกันสัญญาคืนภายในกำหนดแล้ว แต่คู่สัญญาไม่ติดต่อขอรับคืน ส่งผลให้หน่วยงานของรัฐมีภาระในการเก็บรักษาเงินหลักประกันสัญญาดังกล่าว
คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ (คณะกรรมการวินิจฉัย) โดยได้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้หน่วยงานของรัฐมีแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการคืนหลักประกันสัญญาในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่สามารถติดต่อคู่สัญญาได้ หรือได้ดำเนินการตรวจสอบและติดตามข้อมูลสถานภาพของคู่สัญญาแล้วปรากฏว่า คู่สัญญาไม่มีรายชื่อ หรืออยู่ในสถานะร้าง หรือได้ติดตามให้คู่สัญญามารับหลักประกันคืนภายในกำหนดแล้ว แต่คู่สัญญาไม่ติดต่อขอรับคืน จึงอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๔ วรรคหนึ่ง (๖) ประกอบมาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง (๗) กำหนดแนวทางปฏิบัติดังนี้
๑. ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการตรวจสอบความชำรุดบกพร่องก่อนสิ้นสุดระยะเวลาของการรับประกันความชำรุดบกพร่องตามหนังสือที่อ้างถึง
๒. เมื่อสิ้นสุดระยะเวลารับประกันความชำรุดบกพร่องตามสัญญาโดยสามารถติดต่อคู่สัญญาได้ ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ ข้อ ๑๗๐ วรรคหนึ่ง (๒) โดยคืนหลักประกันสัญญาให้แก่คู่สัญญาหรือผู้ค้ำประกันโดยเร็ว และอย่างช้าต้องไม่เกิน ๑๕ วัน นับถัดจากวันที่คู่สัญญาพ้นจากข้อผูกพันตามสัญญาแล้ว
๓. กรณีที่หน่วยงานของรัฐได้ติดตามให้คู่สัญญามารับหลักประกันสัญญาคืนภายในกำหนดแล้ว แต่คู่สัญญาไม่ติดต่อขอรับคืน ส่งผลให้ไม่สามารถคืนหลักประกันสัญญาให้แก่คู่สัญญาหรือผู้ค้ำประกันได้ ตามระเบียบฯ ข้อ ๑๗๐ วรรคหนึ่ง (๒) ให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๓๑ ประกอบมาตรา ๓๓๓ ดังนี้
๓.๑ เหตุที่จะขอวางทรัพย์ (๑) เจ้าหนี้บอกปัด หรือปฏิเสธไม่ยอมรับชำระหนี้ โดยปราศจากมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้ (๒) เจ้าหนี้ไม่สามารถรับชำระหนี้ได้ (๓) ลูกหนี้ไม่สามารถหยั่งรู้สิทธิของเจ้าหนี้ หรือรู้ตัวเจ้าหนี้ได้แน่นอน
๓.๒ วิธีปฏิบัติและหน้าที่ของผู้วางทรัพย์ ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการตามแนวทางการวางทรัพย์ที่กรมบังคับคดีกำหนด
๔. กรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่สามารถติดต่อคู่สัญญาได้ หรือได้ดำเนินการตรวจสอบและติดตามข้อมูลสถานภาพของคู่สัญญาแล้วปรากฏว่า คู่สัญญาไม่มีรายชื่อ หรืออยู่ในสถานะร้าง ทำให้ไม่สามารถคืนหลักประกันสัญญาให้กับคู่สัญญา และสำนักงานวางทรัพย์ไม่อาจรับการวางทรัพย์ได้ เนื่องจากไม่สามารถบอกกล่าวแจ้งการวางทรัพย์ให้เจ้าหนี้ทราบ อันจะเป็นผลให้การวางทรัพย์สมบูรณ์ตามกฎหมายได้ กรณีนี้หลักประสัญญาดังกล่าวถือเป็นเงินที่หน่วยงานของรัฐได้รับไว้ตามสัญญา และต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน ตามนัยมาตรา ๓๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการนำส่งเงินเป็นรายได้ของหน่วยงานของรัฐนั้น ทั้งนี้ หากมีเหตุที่จะต้องคืนให้แก่ผู้มีสิทธิในภายหลัง หน่วยงานของรัฐจะต้องขอทำความตกลงกับกระทรวงการคลัง เพื่อขอถอนคืนเงินรายรับ (หลักประกันสัญญา) เพื่อจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิรับเงินตามข้อบังคับกระทรวงการคลังว่าด้วยการหักรายรับจ่ายขาดและการถอนคืนเงินรายรับ พ.ศ. ๒๕๕๐ หรือระเบียบ ข้อบังคับ หรือแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานของรัฐนั้นต่อไป
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และแจ้งให้หน่วยงานในสังกัดและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องถือปฏิบัติต่อไป
นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง ปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวงการคลัง ประธานกรรมการวินิจฉัย